[OS] Halloween Night Party

posted on 30 Oct 2013 15:30 by katsukipri in fic

Panormal Story : Halloween Night Party


Status :   Twist Around เฉพาะกิจ

Fandom: Bigbang [T.O.P x G-Dragon]

Author: Kat Jung

Copyreader : ~HaRuChUn~_1218 >///<

Genre: Yaoi, AU, Comedy & Thrilling

Rating:  PG-15+ ^^ 
  




Note : เรื่องสั้นเฉพาะกิจ ตอนพิเศษเสริมของคู่พี่น้องในทวิต

 

 

คำเตือน : ไม่ควรอ่านหลังพระอาทิตย์ตกดิน 

 

 

 

Halloween Night Party

 

  

 

 

Epilogue

 

ผิดพลาด...นี่มันต้องมีอะไรสักอย่างผิดพลาดแน่ๆ 

           

‘ชเวจียง’ คิดขณะบีบมือที่เย็นเยียบของตัวเองเอาไว้

 

ความจริงตอนนี้เขาควรจะได้กลับบ้าน กลับไปนอนกอดซุกไออุ่นจากพี่ชายสุดที่รักสิถึงจะถูก แต่ทำไมตอนนี้เขาถึงต้องมานั่งล้อมวงอยู่ในโรงเรียนค่ำๆมืดๆ แถมยังเป็นคืนวันที่ 31 ตุลาคมอย่างนี้ด้วยเล่า…

 

“นี่เป็นวันฮาโลวีนในตำนาน...”

 

เสียงราบเรียบเจือด้วยกระแสน่าขนลุกขนพองที่จงใจปั้นแต่งขึ้นดังออกมาจากปากรุ่นพี่หนุ่มตาแพนด้าที่กำลังนั่งจุดเทียนอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ผู้ชายคนนี้แหละที่เป็นตัวตั้งตัวตีให้รุ่นน้องอย่างพวกเขาต้องมาท้าทายความกล้ากันอย่างนี้ แทนที่จะไปสนุกกันต่อในผับบาร์เหมือนรุ่นพี่รุ่นน้องกลุ่มอื่นเขา

 

“วันฮาโลวีนในตำนานเหรอซึงริ...?” น้ำเสียงบ่งบอกถึงความประหลาดใจของชายหนุ่มอีกคนที่นั่งช่วยจุดเทียนอยู่ข้างๆกันดังขึ้น คิ้วหนาได้รูปเลิกขึ้นขณะทอดตามองคนเปิดประเด็นอย่างสงสัย

 

“ใช่พี่ยองเบ...ฮาโลวีนในตำนาน...”

 

จียงได้แต่นั่งนิ่งฟังพลางลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สายตาเหลือบมองไปยังเพื่อนตัวเล็กอย่างซงคยองอิลที่นั่งห่างออกไปไม่ไกลเท่าไรนัก และฝ่ายนั้นก็กำลังจ้องกลับมาทางเขาด้วยอาการที่ไม่ต่างกัน

 

“กลัวเหรอจียง?” ฮงจงฮยอน เพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่มถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง พร้อมทั้งรู้สึกกังวลกับสถานการณ์นี้ไม่น้อย

 

“ป..เปล่า เอ้อ ก็นิดหน่อยแหละ” จียงยอมรับกับเพื่อนไปตามตรงว่าเขาเองก็กลัว ถึงแม้ว่าตอนเด็กๆเขาจะชอบเข้าไปเล่นอยู่ในบ้านร้างที่พี่ชายผู้มีสัมผัสพิเศษฟันธงว่าเฮี้ยนนักเฮี้ยนหนามาแล้วก็ตาม แต่ตอนนี้เขาโตมากแล้ว ห่างหายกับเรื่องแบบนั้นมานานหลายปี แถมวันนี้คนที่เป็นที่พึ่งทางใจคนสำคัญก็ดันไม่ได้อยู่ข้างๆกันซะอีก จียงจึงอดใจแป้วไม่ได้

 

“ไม่ต้องกลัวไปหรอกน่า...น้องจียง” ซึงริเอ่ยขึ้นมาเมื่อได้ยินที่รุ่นน้องคุยกัน “คืนนี้พวกเรามาเล่นสนุกด้วยกันดีกว่านะ หึหึ”

 

จียงและผองเพื่อนรู้สึกขนลุกชันขึ้นมาพร้อมๆกัน เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะที่มาพร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เจือกระแสเยือกเย็นของรุ่นพี่ผู้มีความมั่นใจจนเหลือล้นและจิตแข็งจนน่าเหลือเชื่อ ดูเหมือนพวกเขาจะคิดผิดซะแล้วที่ตัดสินใจมาร่วมงานนี้

 

พี่ซึงฮยอน! พี่ซึงฮยอนช่วยจียงด้วย! จียงไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว โฮ....

 

จียงร้องคร่ำครวญในใจ ขณะนึกย้อนกลับไปถึงสาเหตุที่ทำให้เขาต้องมาเผชิญกับเหตุการณ์ชวนขนพองสยองเกล้าในขณะนี้...

 

 

 

 

 

 


School reunion

 

 “ห้ามรับเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า ห้ามกินของเหลือจากใคร แล้วก็...”

 

“...ไม่อนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ทุกชนิด” จียงชิงทวนคำพูดทุกคำของพี่ชายก่อนที่อีกฝ่ายจะอ้าปากพูดจนจบ

 

“อะ..เอ้อ ใช่ครับ อย่างนั้นแหละ แล้วที่สำคัญก็คือ...”

 

“ใครชวนไปต่อที่ไหนก็ไม่ต้องไป นอกจากพี่ยองเบแล้วก็ห้ามจียงไปกับใครทั้งนั้น...ใช่ไหมฮะ”

 

เป็นอีกครั้งที่ซึงฮยอนโดนตัดหน้าแย่งพูดคำที่เขาต้องการจะพูดไปจนหมด คนเป็นพี่เริ่มทำหน้าไม่ถูก ในขณะที่คนเป็นน้องยิ้มขำปนระอาใจเพราะเขาได้ฟังคำพูดพวกนี้ซ้ำๆกันมาหลายรอบแล้ว

 

“โธ่ พี่ซึงฮยอนอะ จียงไม่ใช่เด็กแล้วนะ แล้วงานนี้ก็เป็นแค่งานคืนสู่เย้า มันก็มีแต่พวกเพื่อนๆ พวกรุ่นพี่ แล้วก็รุ่นน้องในโรงเรียนเท่านั้นแหละ จียงไม่ได้ไปเที่ยวที่ที่ไม่ดีซักหน่อย”

 

“มันก็ใช่ แต่พี่ก็อดเป็นห่วงจียงไม่ได้นี่ครับ” ซึงฮยอนแย้งกลับ เขายอมรับว่าตัวเองออกจะห่วงน้องชายที่อายุครบยี่สิบปีแล้วคนนี้มากเกินเหตุไปหน่อย แต่ทำไงได้ละ จียงยิ่งโตยิ่งน่ารักนี่นาแล้วจะไม่ให้พี่ชายอย่างเขาเป็นห่วง เอ้อ..ยอมรับก็ได้ว่า ‘หวง’ มากขนาดนี้ได้ยังไง

 

เพราะจียงคือที่รัก...ซึงฮยอนจึงทั้งรัก ทั้งหวง อีกทั้งห่วงเป็นธรรมดา...

 

“จียงสัญญาแล้วไง พี่ชายไม่ไว้ใจจียงเหรอ?” ว่าพลางช้อนตามองตามด้วยถามเสียงหงอย แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้หน้าตาที่น่ารักยิ่งน่ามองเข้าไปใหญ่...แล้วก็เป็นอีกครั้งที่พี่ชายอย่างซึงฮยอนต้องยอมให้

 

“เอาละๆ พี่เข้าใจแล้วครับ ว่าจียงของพี่รักษาสัญญาเสมอ” คนเป็นพี่เอ่ยอย่างอ่อนใจ(ใจอ่อน) “งั้นพี่ก็ขอให้จียงสนุกกับงานเลี้ยงนะครับ และถ้ากลับถึงบ้านแล้วอย่าลืมส่งข้อความบอกพี่ด้วยนะ”

 

ซึงฮยอนกำชับอีกครั้ง ความจริงเขาก็อยากมาร่วมงานคืนสู่เย้าหรืองานชุมนุมศิษย์เก่าของโรงเรียนในคืนนี้เหมือนกัน เพราะนอกจากเขาจะเคยเป็นศิษย์เก่าแล้วตอนนี้ก็ยังมาเป็นอาจารย์ในหมวดคณิตศาสตร์ด้วย จึงรู้สึกผูกพันกับโรงเรียนนี้พอสมควร แต่แล้วเมื่อตอนกลางวันเขากลับได้รับรายงานด่วนจากคังแดซองซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานของกรมตำรวจให้เขาเข้าไปช่วยงานซะก่อน ดังนั้นเขาจึงต้องไหว้วานเพื่อนสนิทและไว้ใจได้อย่างทงยองเบให้ดูแลและไปส่งจียงกลับบ้านแทน เนื่องจากไม่รู้ว่างานพิเศษครั้งนี้จะใช้เวลานานขนาดไหน

 

“พี่ชายก็ตั้งใจทำงานนะ เจอกันที่บ้านฮะ” จียงกล่าวลาแต่ก่อนจะลงจากรถ เขาก็ไม่ลืมขยับตัวเข้าไปหอมแก้มพี่ชายเป็นการส่งท้าย ซึ่งซึงฮยอนก็ยื่นแก้มให้ด้วยความยินดี

 

“ครับผม”

 

 

เมื่อพี่ชายสุดที่รักปล่อยตัวเขาให้ลงจากรถ เดินไปไม่กี่ก้าวจียงก็เจอเพื่อนสนิทของพี่ชายที่ฝากฝังตนไว้ยืนยิ้มหล่อรออยู่ตรงหน้าประตูทางเข้างานพอดี

 

“สวัสดีฮะพี่ยองเบ” จียงทักทายเพื่อนพี่ชาย ก่อนสายตาจะไปปะทะเข้ากับใครอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกัน

 

“ยังเป็นคู่ที่รักกันหวานชื่นเหมือนเดิมเลยนะ แล้วเมื่อกี้น่ะทำไมไม่จูบปากกันเลยละ แค่หอมแก้มมันจะพออะไร๊”

 

ไม่ทันที่จียงจะได้เอ่ยทัก อีกฝ่ายก็ชิงทักทายเขาด้วยคำพูดชวนให้รู้สึกร้อนแก้มขึ้นมาซะก่อน

 

“พี่ซึงรินี่ละก็...ว่าแต่พี่ก็มางานนี้ด้วยเหรอฮะ?”

 

จียงถามด้วยความสงสัย เพราะเท่าที่จำได้คือพี่ยองเบกับพี่ซึงฮยอนเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน เคยเรียนที่โรงเรียนนี้เช่นเดียวกันกับเขา เพียงแต่วันนี้พี่ซึงฮยอนติดธุระต้องไปเป็นผู้ช่วยสะสางทำคดีพิเศษที่ทางตำรวจหาที่มาที่ไปไม่ค่อยได้ จึงไม่ได้มาร่วมในงานเลี้ยงรุ่นกับเขาคืนนี้...แต่พี่ซึงรินี่สิ จียงจำได้ว่าพี่เค้าไม่ได้เรียนอยู่โรงเรียนนี้นี่ แต่อีกฝ่ายเป็นคนรู้จักที่ไปมาหาสู่ด้วยกันกับพวกพี่ชายบ่อยๆจนสนิทกันเท่านั้นเอง

 

“นี่น้องจียงลืมอะไรไปหรือเปล่า? ลืมไปแล้วใช่ไหมว่าพี่อะลูกใคร”

 

พอถูกถามกลับแบบนั้น จียงก็ถึงบางอ้อ...ว่าความจริงแล้วชายหนุ่มร่างโปร่งตรงหน้าเป็นลูกชายคนเดียวของผู้อำนวยการโรงเรียนนี้ แม้จะไม่ได้เรียนที่นี่แต่ก็เข้าๆออกๆที่โรงเรียนนี้เป็นประจำ

 

“ทีนี้รู้แล้วใช่ปะ?” ซึงริถามอีกครั้งด้วยท่าทางทะเล้น เมื่อเห็นสีหน้าของจียงที่พยักหน้ารับ

 

“งั้นเราก็เข้าไปในงานกันเถอะ” ยองเบเอ่ยชวน ก่อนจะเป็นคนเดินนำไปคนแรก

 

งานปีนี้คนเยอะกว่าปีที่แล้ว อาจจะเป็นเพราะรุ่นน้องหัวใสเลือกจัดในคืนวันฮาโลวีนและทำให้มันกลายเป็นปาร์ตี้ศิษย์เก่าที่ดูน่าสนใจขึ้น ค่าบัตรก็แพงขึ้นตามไปด้วย

 

แสงไฟสีนวลจากตะเกียงฟักทอง (Jack-o'-lantern) ที่พวกรุ่นน้องกรรมการนักเรียนประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุเหลือใช้ตั้งประดับไว้ตามจุดต่างๆในงาน สร้างความประทับใจให้กับศิษย์เก่าชายหญิงที่มาร่วมงานมากขึ้น และพากันชี้ชวนไปถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกหลายคน

 

จียงเดินไปถึงโต๊ะลงทะเบียนหน้างานพร้อมกับรุ่นพี่ทั้งสองคน ศิษย์ปัจจุบันในชุดผีหลายแบบหลากสัญชาติมารับลงทะเบียนพร้อมกับมอบของที่ระลึก เป็นแก้วเซรามิกทำเป็นรูปหัวกะโหลกสีขาว ด้านข้างเป็นชื่องานกับตราประจำโรงเรียนสกรีนเอาไว้

 

“โต๊ะจียงอยู่ตรงไหน? โต๊ะพี่อยู่แถว B5 ส่วนซึงริก็คงจะเดินไปเดินมาแหละ...ใช่ไหม?” ยองเบถามเมื่อพวกเขาลงทะเบียนกันเสร็จเรียบร้อย ซึ่งลูกชายเจ้าของโรงเรียนก็ยิ้มรับ ในขณะที่น้องชายเพื่อนสนิทรีบหยิบบัตรเข้างานขึ้นมาดูหมายเลขโต๊ะ

 

“เอ...” จียงเงยหน้าดูแผนผังขนาดใหญ่ที่ติดเอาไว้หน้างานเพื่อหาว่าที่นั่งของเขาอยู่ตรงไหน “อ๋อ...โต๊ะจียงอยู่ห่างจากโต๊ะพี่ยองเบสองแถวน่ะฮะ”

 

“โอเค งั้นเดี๋ยวเดินเข้าไปพร้อมกัน”

 

“ฮะ”

 

เมื่อเดินไปสักพักต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันหาที่นั่งที่ระบุไว้ พี่ยองเบก็นั่งที่โต๊ะกับเพื่อน พี่ซึงริก็เตร่เข้าไปหาของกินที่โต๊ะผู้บริหาร ส่วนจียงก็กลั้นยิ้มไว้ไม่ไหวเมื่อได้ยินเสียงทักทายจากเพื่อนสมัยเรียนดังมาแต่ไกล

 

“จีย๊งงงงง!! ภูติน้อยของห้องเรามาแล้ว!!”

 

 เสียงดังแปดหลอดของซงคยองอิล พร้อมกับเสียงฮือฮาจากกลุ่มเพื่อนในโต๊ะดังขึ้นตั้งแต่จียงยังเดินไปไม่ถึงโต๊ะดี

 

“สวัสดีทุกคน” จียงยิ้มรับพร้อมทักทาย ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ว่างหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่

 

ที่นั่งทางด้างขวาเป็นคยองอิลเพื่อนตัวเล็กที่ตอนเรียนเล็กยังไงตอนนี้ก็เล็กอย่างนั้น ถัดไปเป็นลีฮยอกซูที่ผันตัวเองไปเป็นนายแบบเต็มตัวคู่กับฮงจงฮยอน เพื่อนตัวสูงอีกคนหนึ่งที่ย้ายเข้ามาตอน ม.5 และนั่งเก้าอี้ติดกับยางซึงโฮที่อยู่ทางด้านซ้ายของเขา ส่วนที่เหลืออีกสี่ห้าคนก็เป็นสมาชิกหน้าเดิมๆที่เป็นกลุ่มเพื่อนสนิทกลุ่มเดียวกับจียงสมัยเรียนมัธยมทั้งสิ้น

 

“จียง ไม่เจอนายตั้งนาน น่ารักขึ้นปะเนี่ย มีแฟนหรือยังจ๊ะ?” ซึงโฮถามไถ่เรียกรอยยิ้มขำจากจียง แต่เรียกเสียงโห่ได้จากเพื่อนผู้ร่วมโต๊ะอีกหลายคน

 

“มึงก็กล้าแซวนะซึงโฮ ระวังอาจารย์ชเวมาได้ยินนะโว๊ย ศพไม่สวยแน่มึง!”

 

“ห่า!! กูก็ลืมไป!!” ซึงโฮสะดุ้งพร้อมกับหันซ้ายหันขวาอย่างลุกลี้ลุกลน จนจียงยิ่งขำ

 

“ฮ่าๆ พี่ซึงฮยอนไม่ได้มาหรอก แล้วก็ไม่ต้องกลัวขนาดนั้นก็ได้ ปกติพี่ชายเขาใจดีนะ”

 

ใจดี...ตรงไหนวะ!!

 

ทุกคนแย้งกันในใจ ด้วยแต่ละคนต่างก็เคยเจอฤทธิ์เดชพี่ชายคนนั้นมาแล้วทั้งสิ้น คิดไปแล้วพวกเขาก็ยังหนาวสันหลังไม่หาย คนอะไรวะหวงน้องฉิบหาย!

 

ระหว่างที่บรรยากาศแห่งมิตรภาพยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เรื่องเก่าๆชวนหัวเราะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งตอน ม.4 ที่เจอหน้ากันครั้งแรกแล้วเหม็นขี้หน้ากัน ตอนวันกีฬาสีที่เกือบกินตีนกันกับเด็กโรงเรียนอื่นที่เข้ามาดูงานแล้วมาตามเกาะเกะจียงร้อนถึงเพื่อนในกลุ่มต้องคอยกันให้และมีเรื่องกับพวกนั้นนิดหน่อย (ไม่งั้นจะเป็นพวกเขานี่แหละจะโดนตีนอาจารย์ซึงฮยอนแทนโทษฐานไม่ดูแลจียงให้ดี) ตอนวันแข่งวิ่งมาราธอนที่คยองอิลหมดแรงข้าวต้มล้มทั้งยืนตั้งกิโลเมตรแรก ตอนที่ซึงโฮถูกสาวโรงเรียนข้างๆหักอกแล้วลากเพื่อนไปร้องคาราโอเกะด้วยบทเพลงช้ำรักตั้งแต่หัววันจนเจ้าของร้านไล่ให้กลับตอนตีสอง ตอนที่ฮยอกซูกับจงฮยอนถูกโมเดลลิ่งมาทาบทามแล้วนึกว่าเป็นเกย์มาหลอกจับ ทุกๆเหตุการณ์ไล่มาเรื่อยๆจนถึง ม.6 ที่ต้องเตรียมสอบเข้ามหาลัยจนถึงวันปัจฉิมนิเทศ

 

จียงนั่งฟังเพื่อนเล่าบ้าง ผสมหัวเราะโรงบ้าง เล่าเองบ้าง ตลอดงานนั้นเขารู้สึกสนุกสนานมากที่ได้เจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานานอีกครั้ง จนกระทั่งงานใกล้เลิกแต่กลุ่มพวกเขาก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะไปต่อกันที่ไหนเหมือนกลุ่มอื่นๆ และระหว่างที่ยังไม่ได้ตัดสินใจกันนั้นเอง รุ่นพี่อย่างยองเบกับซึงริก็เดินมาหา

 

“ว่าไงน้องๆ เสร็จจากนี้แล้วจะไปต่อผับไหนกันหรือเปล่า?” ซึงริถามยิ้มๆ

 

“พวกผมยังไม่ได้ตัดสินใจเลยพี่ ว่าจะกินอยู่ที่นี่อีกแป็บแล้วก็คงแยกย้ายกัน” ซึงโฮตอบแทนเพื่อน เพราะอย่างดองกัน กับ วอนซอก นี่ก็คงไม่ได้ไปต่อที่ไหนเพราะมีเมียโทรตามโทรจิกยิกๆให้รีบกลับบ้าน

 

“งั้นเหรอ...เอางี้ไหม ถ้าน้องๆคนไหนยังไม่มีที่ไป สนใจไปทำกิจกรรรมตื่นเต้นๆกับพี่ป่าว รับรองว่ามันถึงใจ ท้าทายมากๆ” ซึงริเสนอ ก่อนจะท้า...

 

“กล้าปะละ?”

 

 

ครืด...ครืด...

 

เสียงชอล์กที่ถูกขีดลงบนพื้นสนามของโรงยิมท่ามกลางความมืดมิด ฟังดูน่ากลัวราวกับเสียงร้องหวนไห้จากขุมนรก

 

จียงควบคุมร่างกายไม่ให้สั่นเทาไม่ได้ เพราะตอนนี้พวกเขาทั้งกลุ่มดันตกหลุมพรางรับคำท้ามาร่วมวง ‘เล่าเรื่องผี’ ในคืนวันปล่อยผีเข้าเสียแล้วอย่างช่วยไม่ได้

 

“เรียบร้อยแล้ว...” เสียงชอล์กสิ้นสุดลงพร้อมๆกับที่ ‘เขตอาคม’ ถูกวาดจนแล้วเสร็จ แถมรอบๆนั้นยังมีเขต ‘สายสิญจน์’ ที่ถูกกางไว้ล้อมรอบพวกเขาที่นั่งล้อมกันเป็นวงกลมในเขตอาคมอีกที

 

ซึงริเก็บชอล์กลงกล่อง ก่อนจะค่อยๆส่งเทียนสีส้มให้กับสมาชิกรอบวง รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก ซึ่งเป็นส่วนเดียวบนใบหน้าของชายหนุ่มที่สามารถมองเห็นได้ท่ามกลางแสงไฟริบหรี่จากเทียนไข ทำให้สมาชิกรุ่นน้องรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างไรชอบกล

 

“นี่...ใครรู้จักตำนานร้อยเรื่องเล่าบ้าง?” ซึงริเอ่ยปากถามพลางกวาดตามองเหล่ารุ่นน้องรอบตัว

 

“เอ่อ..ใช่การละเล่นของญี่ปุ่นที่มักจะเล่าเรื่องผีในฤดูร้อนเพื่อให้ลืมความร้อนของอากาศและใช้ทดสอบความกล้าไปด้วยหรือเปล่าครับ?” จงฮยอนที่ตะเวนถ่ายแบบเดินแฟชั่นไปเกือบทั่วทุกมุมโลกแล้วตอบขึ้นอย่างไม่มั่นใจเท่าไรนัก แต่ก็เรียกรอยยิ้มชวนขวัญกระจายจากรุ่นพี่ตาแพนด้าได้

 

“ช่าย...อันนั้นแหละ”

 

“ย..อย่าบอกนะพี่ซึงริว่าเราจะเล่นไอ้นี่กัน?” จียงอดถามไม่ได้ ตอนแรกเขาก็นึกว่าจะเล่นเล่าเรื่องผีกันธรรมดา แต่ถ้าเป็นไอ้การละเล่นนี่ละก็...

 

“ถูกต้อง!” ซึงริขยิบตาให้จียง ก่อนจะหันมองรอบวงอีกครั้งพลางแสยะยิ้ม “อืม...เจ็ดคน...เจ็ดเรื่อง...อ้า เที่ยงคืนเจ็ดนาที คิคิ...”

 

ทั้งรอยยิ้ม ทั้งเสียงเย็นๆ และเสียงหัวเราะอันชวนให้ขนลุก ทำให้จียงรู้สึกอยากจะร้องไห้ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

 

“เอาละ...ในเมื่อทุกคนเข้าใจแล้ว..งั้นเราก็มาเริ่มตำนานร้อยเรื่องเล่าเพื่อเปิดประตูวิญญาณกันเถอะ...”

 

คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็สามารถทำให้สีเลือดหายวับไปจากใบหน้าใครหลายคนได้ในบัดดล แต่ดูท่าคนที่อาการหนักที่สุดคงจะเป็นคยองอิลที่ดูเหมือนคนใกล้จะเป็นลมอยู่ร่อมร่อ ร้อนถึงฮยอกซูที่นั่งอยู่ข้างๆต้องคอยช่วยพยุงไว้

 

พระเจ้า! คืนนี้พวกเขาจะรอดไปได้ไหมเนี่ย!

 

 

 

 

ทางเดินอาคารเรียนเก่าแก่ยังคงมีคนบางตา ยิ่งช่วงเวลาพลบค่ำอย่างนี้แทบจะไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาใกล้ แต่คราวนี้เด็กหนุ่มจำใจต้องเข้าไปเพียงลำพัง เพราะต้องตามเข้าไปเก็บลูกบาสเก็ตบอลที่กระเด้งกระดอนเข้าไปด้านใน

 

เสียงย่ำเท้าเ